isabye.com

 วันที่ 18 ก.ค 2564 เข้าชม  29,862 ครั้ง

CLA ซีแอลเอ

CLA ย่อมาจาก Conjugated Linoleic Acid เป็นกรดไขมันโครงสร้างพิเศษ อยู่ในกลุ่ม กรดไขมันจำเป็นชนิดโอเมก้า-6 (Essential omega-6 Fatty Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันอีกรูปแบบหนึ่งของกรดไลโนเลอิค (Linoleic Fatty Acid) แต่มีโครงสร้างแตกต่างกันที่ตำแหน่งพันธะคู่ในโครงสร้างหลัก

การค้นพบ CLA เป็นการค้นพบโดยบังเอิญ ใน ค.ศ. 1978 ขณะที่นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน กำลังศึกษาเรื่องของสารก่อกลายพันธุ์ (Mutagenic agents) ตัวอย่างเช่น เบนโซไพรีนส์ (Benzopyrenes) โดยพบว่ามีสารตัวหนึ่งที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านการก่อกลายพันธุ์(Mutagenic inhibitor) และอีก 10 ปีต่อมา จึงได้ทำการแยกและระบุได้ว่า สารตัวนั้น คือ CLA (Conjugated Linoleic Acid)

นอกจากนี้ CLA ยังเป็นสารที่นิยมใช้มากในกลุ่มนักกีฬา เนื่องจากผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์โดยส่วนใหญ่พบว่า CLA สามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานที่ได้จากไขมันได้ดี ขณะเดียวกันยังคงมวลกล้ามเนื้อได้ด้วย นอกจากนี้ บางการศึกษายังพบด้วยว่า CLA มีคุณสมบัติเป็นสารต้านการก่อมะเร็ง (Anti-carcinogenic property) ด้วย

แหล่งอาหารที่พบ CLA
CLA เป็นองค์ประกอบของไขมันที่พบแทรกในส่วนของโปรตีนในเนื้อวัว นมและไข่ แต่อาหารเหล่านี้มีปริมาณไขมันและพลังงานที่สูงมาก ดังนั้น ถ้าต้องการได้รับกรดไขมันโครงสร้างพิเศษ CLA ในปริมาณ 300 มิลลิกรัม จะต้องรับประทานเนื้อวัวบดมากถึง 7 ออนซ์ ซึ่งให้พลังงานแก่ร่างกายมากกว่า 580 แคลอรี และยังทำให้ร่างกายได้รับไขมันมากกว่า 42 กรัม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันอุดตันและคอเลสเตอรอลในเลือดสูง

นอกจากนี้ยังสามารถพบกรดไขมันพิเศษนี้ในน้ำมันดอกคำฝอย (Safflower oil) และน้ำมันดอกทานตะวัน (Sunflower oil) โดยปริมาณที่พบในน้ำมันดอกคำฝอยจะมีมากกว่าปริมาณที่พบในน้ำมันดอกทานตะวัน

กลไกการทำงานของ CLA ที่มีผลต่อร่างกาย
ผลของ CLA ที่มีต่อร่างกายมนุษย์ยังไม่มีทฤษฎีพิสูจน์ที่แน่ชัด แต่มีการเสนอทฤษฎีการออกฤทธิ์ของ CLA โดยใช้ผลอ้างอิงจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

1. มีผลต่อโครงสร้างและหน้าที่ของผนังเซลล์ในร่างกาย CLA เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ส่งผลต่อหน้าที่ของผนังเซลล์โดยอาจมีผลต่อเนื่องไปถึงการตอบสนองของเอ็นไซม์และฮอร์โมน การแทรกผ่านของสารเข้าสู่เซลล์ การเคลื่อนไหวของผนังเซลล์ รวมทั้งผลต่อจำนวนและหน้าที่ของ receptor ที่ทำหน้าควบคุมการทำงานของเซลล์

2. มีผลต่อกระบวนการการเปลี่ยนแปลงของสาร eicosanoids, arachidonic และ prostaglandin ในการทดลองในสัตว์ทดลองพบว่า CLA สามารถลดการสร้าง PGE2 (สาร prostaglandin ชนิดหนึ่ง)ซึ่งเป็นสารที่เร่งการทำลายโปรตีนของกล้ามเนื้อลาย ดังนั้น CLA จึงมีให้ผลยับยั้งการทำลายโปรตีนในกล้ามเนื้อลายได้

3. มีผลต่อการสร้างและการตอบสนองของสาร cytokines สาร Cytokines เช่น Tumor necrosis alpha factor (TNF-a) ซึ่งเป็นสารที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน CLA อาจไปมีผลลดการสร้างและการตอบสนองต่อสารดังกล่าว

4. มีผลต่อการทำงานของสาร peroxisome proliferator-activated receptor (PPAR) PPAR เป็นเอ็นไซม์ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ไขมัน ดังนั้นสารที่มีผลต่อ PPAR จึงมีผลต่อการก่อตัวของเซลล์ไขมันเช่นกัน

5. มีผลต่อระบบประสาทซิมพาเทติค (Sympathetic Nervous System) CLA เพิ่มการทำลายกรดไขมันและเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย นอกจากนี้ยังทำลายไขมันในเซลล์กล้ามเนื้อและเซลล์ในไขมัน จากผลการทดลองในสัตว์ทดลอง บางการทดลองพบว่า CLA สามารถลดขนาด (Size) ของเซลล์ไขมัน แต่ไม่ลดจำนวน (Amount) เซลล์ไขมัน ขณะที่การทดลองในหลอดทดลองพบว่า CLA สามารถลดขนาดและจำนวนเซลล์ที่กำลังจะเปลี่ยนเป็นเซลล์ไขมัน

6. มีผลต่อ Growth Hormone และ Growth Factors โดย CLA อาจมีผลต่อการหลั่งและการทำงานของ Growth Hormone, Insulin-like growth Factor และ Growth Factor ตัวอื่นๆ ซึ่งสารเหล่านี้มีผลเพิ่มกล้ามเนื้อและลดมวลไขมัน

จากผลการทดสอบในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองพบว่า CLA สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ส่วนปลาย มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งปอด เป็นต้น แต่กลไกในการป้องกันยังไม่ชัดเจน

จากผลการทดสอบในสัตว์ทดลอง พบว่าหนูที่ได้รับ CLA และหนูที่ได้รับเนย มีมวลกระดูกเพิ่มขึ้น โดยมีกลไกในการลดการสร้าง PGE2 ซึ่งสาร PGE2 หากพบในร่างกายในปริมาณมาก ผลที่ตามมาคือร่างกายจะมีการสูญเสียมวลกระดูกเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

มีการศึกษาเพิ่มเติมถึง CLA ว่ามีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและระดับไขมันในเลือด แต่ต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมมากกว่านี้

ไม่พบความเป็นพิษจากการใช้ CLA ในการศึกษา มีการพบผลข้างเคียงบ้าง เช่น การระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร และเกิดตะคริว แต่อุบัติการณ์ในการพบน้อยมาก

ผลจากการศึกษาในคนใน 8 ชิ้นงานวิจัย มีการใช้ CLA ตั้งแต่ 1.8 - 6.8 กรัม ต่อวัน โดยระยะเวลาใช้เริ่มตั้งแต่ 28 -90 วัน ผลที่ได้เหมือนกันส่วนใหญ่ คือ CLA สามารถลดมวลไขมันได้ โดยเฉพาะช่วงเอวและหน้าท้อง และมีบางการศึกษาพบว่า CLA มีผลต่อการลดน้ำหนัก โดยยังคงมวลของกล้ามเนื้อไว้

 

สรุป CLA

  • เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว พบได้ในเมล็ดดอกทานตะวันและดอกคำฝอย พบได้น้อยในอาหารประเภทเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนม

  • ซีแอลเอมีหน้าที่นำไขมันเข้าสู่เซลล์ เพื่อเผาผลาญให้เกิดเป็นพลังงาน

  • ช่วยนำพากลูโคสเข้าสู่เซลล์ เพื่อนำไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และเปลี่ยนเป็นพลังงานก่อนที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมัน ส่งผลให้ลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกายได้ จึงนิยมใช้กับโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก (Body Weight Control Program) และผู้ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

  • ซีแอลเอมีคุณสมบัติต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidative reaction) และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคอีกด้วย