isabye.com

 วันที่ 8 ก.พ 2564 เข้าชม  459 ครั้ง

หยุดพฤติกรรมเสี่ยง
เนื้อหา »     
 
หยุดเสี่ยงตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด
 
“คนไทย 1 ใน 5 ตายเพราะโรคหัวใจ ระบุไขมัน-ความดัน-บุหรี่ สาเหตุหลัก
 
“กินอาหารมากเกินไป ระวังดันให้โรคหัวใจกำเริบ” 
 
นักวิชาการทั้งในบ้านเราและต่างประเทศ ยอมรับกันอย่างหน้าชื่นตาบานแล้วว่า สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ พฤติกรรมเสี่ยงสำคัญมาก 3 ประการ คือ การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกาย และโภชนาการอันไม่เหมาะสม
 
เหตุและปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เกิดนานากิจกรรมเพื่อสกัดกั้นมหันตภัยจากโรคเหล่านี้กันยกใหญ่ ตั้งแต่การออกสูตรลดน้ำหนักทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ การเข้าค่ายใส่ความรู้คู่ออกกำลังกายเพื่อสร้างนิสัย “กินพอดี”
 
กิจกรรมเหล่านี้ถือเป็นปรากฏการณ์อันดีในสังคมของการใช้ “ความรู้” เพื่อแก้ปัญหาจาก “ต้นตอ” เพราะองค์ความรู้จากงานวิจัยของหลายหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ ยืนยันตรงกันว่า การขาดการออกกำลังกายเพิ่มความเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดถึง 2.4 เท่า และผลการวิจัยทางระบาดวิทยาชี้ชัดว่า ภาวะความดันเลือดสูงและเบาหวานเพิ่มโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด 2.16 เท่า และ 4.29 เท่าตามลำดับ และถ้าโคเลสเตอรอลรวมในเลือดสูงเกิน 240 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้น 1.27 เท่าทีเดียว
 
การลดปัญหาโรคอ้วนทั้งจากการจัดโภชนาการที่เหมาะสมและการส่งเสริมการออกกำลังกาย จึงมีความสำคัญมากสำหรับสังคมไทย ด้วยขณะนี้คนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 35 มีปัญหาน้ำหนักเกินจนถึงอ้วน และเกือบครึ่งหนึ่งมีระดับโคเลสเตอรอลสูงเกิน ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจหลอดเลือดทั้งสิ้น ขณะที่เด็กไทยก็ไม่น้อยหน้าผู้ใหญ่ในเรื่องอ้วนเช่นกัน เพราะมีรายงานพบว่าเด็กไทยในทุกภาคโดยเฉพาะเขตเมืองอ้วนขึ้นและอ้วนเร็ว อีกทั้งพบเด็กเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้นด้วย
 
แม้สาเหตุของการเกิดโรคอ้วนมีหลายประการ แต่ที่เข้าใจกันง่าย ๆ คือการมีไขมันสะสมมากเกินไปอันเกิดจากการกินและใช้พลังงานไม่สมดุลกัน
 
ในส่วนของเด็กนั้นพฤติกรรมการกินมีผลอย่างมาก จากการศึกษาโครงการวิเคราะห์เอกสารและผลการวิจัยภาวะโภชนาการเกินของ น.พ.จิตติวัฒน์ สุประสงค์สิน พบว่า เด็กอ้วนมักกินอาหารว่างบ่อยกว่าเด็กปรกติ โดยเฉพาะขนมกรุบกรอบบรรจุถุง ขณะที่ลักษณะการกินมีผลด้วยเช่นกัน เพราะมีการพบว่า เด็กที่มีน้ำหนักเกินมักกินอาหารเร็วและเคี้ยวอาหารน้อยกว่าเด็กปรกติ
 
แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเห็นพ้องต้องกันว่า หนึ่งในหนทางแก้ไขปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือด คือการส่งเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกาย แต่การหารูปแบบการออกกำลังกายอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับวัยจำเป็นต้องมีความรู้เข้ามาสนับสนุน อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมก็ต้องเอื้อให้บรรลุผลในทางปฏิบัติด้วย เพราะตราบใดที่ประชากรวัยทำงาน เด็ก ๆ ในวัยเรียน ยังใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงในการจราจรที่ติดขัด กิน-นอนบนรถ หรือต้องเดินทางจากบ้าน ที่ทำงาน หรือโรงเรียน เพื่อไปออกกำลังกาย ณ ลานกีฬา สวนสาธารณะ ตราบนั้นการสร้างนิสัยรักการออกกำลังกายให้อยู่ในสายเลือด คงยังห่างไกลความเป็นจริง
 
ประเด็นน่าขบคิดเกี่ยวกับการออกกำลังกายในโรงเรียนก็คือ การให้เด็กออกกำลังกาย แต่ภายในโรงเรียนยังส่งเสริมให้มีการขายอาหารที่มีไขมันสูง น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ นั้น สัมฤทธิ์ผลจะเกิดขึ้นอย่างจริงจังหรือ
 
องค์ความรู้เกี่ยวกับโภชนาการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพของชุมชน รวมทั้งการหารูปแบบและระดับการออกกำลังกายที่เหมาะกับแต่ละสังคม จึงน่าจะเป็นปัจจัยเสริมสำคัญของการปลูกฝังสร้างค่านิยมการออกกำลังกายให้เกิดขึ้นในหมู่คนไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ เครือข่ายวิจัยสุขภาพ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กำลังส่งเสริมให้มีการทำวิจัยเพื่อหาองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายนี้อยู่ ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้จะมีส่วนสำคัญในการวางแผนนโยบายเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมกิจกรรมที่เหมาะสม การจัดสรรงบประมาณ และการพัฒนาศูนย์ออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อไป
 
แม้ในประเทศไทยจะอยู่ระหว่างการแสวงหาองค์ความรู้ เพื่อชะลอการขยายตัวของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างยั่งยืน แต่ในต่างประเทศ อาทิ ประเทศฟินแลนด์ มีการวิจัยพบว่า หากอีกร้อยละ 8 ของคนวัยทำงานเลือกที่จะเดินหรือขี่จักรยานเพิ่มขึ้น การเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ จะลดลงร้อยละ 3 – 7 และแม้ไทยเราจะยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันถึงผลเสียทางเศรษฐกิจอันเกิดจากโรคหัวใจหลอดเลือดอย่างเป็นระบบ
 
แต่ผลการวิจัยในประเทศสหรัฐอเมริกาที่บอกว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดนำมาซึ่งความสูญเสียต่อพลังการผลิตสูงถึง 17.6 พันล้านดอลล่าร์ในปี พ.ศ.2536 หรือประมาณร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในแคนาดามีความสูญเสียทางเศรษฐกิจของโรคนี้เป็นมูลค่า 12 พันล้านดอลล่าร์ในปี พ.ศ.2537 โดยจำแนกได้เป็นค่ารักษาพยาบาล ความสูญเสียทางอ้อมจากการขาดรายได้ เพราะการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ ก็น่าจะเป็นคำตอบอย่างดีว่า โรคนี้ไม่ธรรมดา และเมื่อเรารู้ว่า โรคนี้เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงทั้งหลาย การลด ละ เลิก พฤติกรรมเสี่ยงทั้งหมด จึงเป็นคำตอบของการหยุดโรคนี้โดยไม่ต้องรอให้ใครมายืนยัน
 
ขณะเดียวกันการวิจัยเพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนถึงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย การลดพิษภัยจากสารเคมีตกค้างในสินค้าทางการเกษตรทุกชนิด และรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม ไม่เพียงยังประโยชน์ต่อการควบคุมป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดเท่านั้น โรคจากสังคมโลกาภิวัฒน์ทุกชนิดเราย่อมพิชิตได้เสมอ
เรามาช่วยกันสนับสนุนให้เกิดลงทุนทำวิจัยเพื่อแก้ปัญหาสังคมกันเถอะ