isabye.com

 วันที่ 24 ม.ค 2564 เข้าชม  607 ครั้ง

ดูแลสุขภาพผิวด้วยเห็ด3ชนิด
ทําไมลูกไม่ยอมออกไปไหนกับเรา ทำไมพ่อแม่ถามอะไร ไม่เห็นพูด อะไรๆ ก็เชื่อแต่เพื่อน หรือยิ่งโตทำไมยิ่งดื้อ สอนอะไรก็เถียง 
 
ตัวอย่างความรู้สึกของพ่อแม่ ที่พบว่าลูกซึ่งเปลี่ยนจากเด็กประถมเข้าสู่มัธยม หรือกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นวัยรุ่นนั้นเปลี่ยนไป ในหลายรายพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นเร็วมาก จนพ่อแม่ซึ่งไม่เข้าใจในเรื่องจิตวิทยาวัยรุ่น ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจ ด้วยคิดว่าลูกมีพฤติกรรมผิดปกติ และสรุปพฤติกรรมของลูกไปต่างๆ นานา 
 
 
 
พัฒนาการวัยเด็กและวัยรุ่น 
 
สู่ความเป็นตัวของตัวเอง 
 
พ.ญ.อังคณา อัญญมณี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ อธิบายรูปแบบการเปลี่ยนแปลงวัยของเด็กว่า โดยปกติแล้วเด็กจะมีการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเองอย่างเห็นได้ชัดใน 2 ช่วงคือ 
 
1.การเปลี่ยนแปลงครั้งแรกคือ ช่วงวัยที่เล็กๆ ประมาณ 2-3 ขวบ เด็กจะเริ่มช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เช่น เดินได้ วิ่งได้ ใช้มือหยิบจับสิ่งต่างๆ ได้เอง ควบคุมการขับถ่ายได้บ้าง ช่วงนี้เด็กจะลดการพึ่งพาพ่อแม่ และเริ่มแยกออกมาเป็นตัวของตัวเอง หากห้ามทำอะไรเด็กอาจสะบัดมือหรือร้องไห้อาละวาด ผู้ใหญ่อาจมองว่าเด็กดื้อรั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วเด็กกำลังพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง จึงดูเหมือนต่อต้านพ่อแม่ อยากทำอะไรด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นพัฒนาการของเด็กตามปกติ 
 
2.การเปลี่ยนแปลงรอบที่สอง คือช่วงที่เด็กกำลังเข้าสู่วัยรุ่นประมาณ 11-12 ปี เด็กจะเริ่มเป็นตัวของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง มีเหตุผลของตนเองและทำตามที่ตนคิด ต่างจากเดิมที่พ่อแม่บอกอะไรก็เชื่อ นอกจากนี้เด็กยังต้องการอิสระและความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบให้พ่อแม่เข้ามาควบคุมจัดการเหมือนแต่ก่อน ซึ่งอาจทำให้ผู้ใหญ่มองว่าเป็นเด็กไม่ดี เถียงคำไม่ตกฟาก พอโตแล้วปีกกล้าขาแข็ง เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่ต้องเข้าใจและรับมือ มากกว่าจะสรุปว่าลูกมีปัญหา หรือคิดว่าลูกผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับลูกของคนอื่นๆ 
 
คงต้องพิจารณากันจริงๆ ว่าเด็กที่เข้าสู่วัยรุ่นแล้วยังเชื่อฟังทำตามที่พ่อแม่บอกทุกอย่างนั้นเป็นเด็กที่ปกติดีจริงๆ หรือเป็นเด็กที่มีปัญหาบางอย่างแอบแฝงอยู่ เช่น เด็กไม่ได้คิด เพราะพ่อแม่คิดให้ ตัดสินใจให้หมดทุกอย่าง หรือเด็กคิดแต่ไม่กล้าบอก เพราะกลัวว่าบอกไปแล้วพ่อแม่ก็ไม่ฟังจึงต้องเก็บกดเอาไว้หรือแอบทำโดยไม่ให้พ่อแม่รู้ ลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าเด็กไม่ได้พัฒนาความเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ในทางตรงกันข้าม เด็กวัยรุ่นที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับพ่อแม่ มีการโต้เถียง ต่อต้านคำสั่งของแม่บ้างถือเป็นเรื่องปกติที่แสดงถึงการพัฒนาทางความคิดและความเป็นตัวเองอย่างแท้จริงเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต
พ.ญ.อังคณา อัญญมณี 
 
 
คำพูด-การกระทำทางลบ 
 
ผลักดันลูกห่างอกพ่อแม่ 
 
พ.ญ.อังคณา กล่าวว่า หากพ่อแม่เข้าใจพัฒนาการของลูกวัยนี้ จะไม่เกิดคำถามอย่างเช่นที่ยกตัวอย่างในตอนต้น เพราะคำถามดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าพ่อแม่ยังมีความคิดและความคาดหวังที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และความคิดดังกล่าวอาจส่งผลให้พ่อแม่ผิดหวัง เสียใจ โกรธที่ลูกไม่เป็นอย่างที่ต้องการ ตามมาด้วยคำพูดและการกระทำในทางลบกับลูก ซึ่งเป็นการผลักลูกให้ออกห่างจากพ่อแม่ (ที่รักลูกด้วยใจจริง) และเปิดโอกาสให้บางสิ่งหรือบางคน (ที่ไม่รู้ว่าดีหรือร้าย) เข้ามาใกล้ชิดและมีอิทธิพลกับลูกแทน 
 
วัยรุ่นยังเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ได้ง่าย เนื่องจากต้องเผชิญและปรับตัวกับหลายสิ่งทั้งสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป การเรียนที่หนักขึ้น การเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน ฯลฯ อย่างไรก็ตามในกรณีที่พ่อแม่พบว่าลูกมีอารมณ์แปรปรวนมากจนถึงระดับที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ก็น่าสงสัยว่ามีโรคบางอย่างร่วมด้วยหรือไม่ เช่น บางช่วงลูกมีอารมณ์เบื่อหน่ายซึมเศร้า ไม่อยากทำอะไร แต่บางช่วงกลับครึกครื้นมั่นใจ อยากทำหลายอย่าง อาการเหล่านี้รุนแรงมากจนส่งผลกระทบต่อการเรียน และก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อคนรอบข้าง อาจเข้าข่ายของการเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว 
 
 
แนะ3 สร้างร้อยใจลูก 
 
สนุก สนับสนุน แสดงรัก 
 
แนวทางการเลี้ยงดูลูกในช่วงวัยรุ่นนั้น พ.ญ.อังคณาแนะนำว่าควรใช้หลัก 3 สร้าง ในการเชื่อมร้อยใจระหว่างลูกกับพ่อแม่ ในการเลี้ยงดูลูกในแต่ละวัน ดังนี้ 
 
สร้างที่ 1 สร้างความสัมพันธ์ที่ดีบนพื้นฐานของความเคารพนับถือในตัวตนของลูก โดยพ่อแม่ต้องหมั่นใช้ 3 ส คือ สนุกสนาน สนับสนุน แสดงความรัก 
 
หากิจกรรมที่ทำร่วมกับลูกแล้วเกิดความสนุกสนานด้วยกัน หัดหัวเราะให้กับความผิดพลาดทั้งของลูกและของตนเอง เพื่อสร้างบรรยา กาศที่ผ่อนคลาย และช่วยดึงเราให้จดจ่อกับปัญหาน้อยลง 
 
สนับสนุนลูกอยู่เสมอ แม้ลูกจะผิดพลาดล้มเหลว พ่อแม่ต้องไม่ตอกย้ำข้อเสียของลูก แต่ให้ความสำคัญและส่งเสริมข้อดีในตัวลูก เชื่อมั่นในตัวลูก ให้ลูกมั่นใจว่าลูกเป็นที่รัก เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่เสมอ และลูกมีความสามารถเพียงพอที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้ 
 
แม้ลูกจะโตเป็นวัยรุ่นแล้ว ลูกก็ยังคงต้องการความรักจากพ่อแม่เสมอ เด็กแต่ละคนต้องการความรักในรูปแบบที่ต่างกัน บางคนต้องการการสัมผัส บางคนต้องการคำพูด หรือบางคนอาจต้องการของขวัญ การแสดงความรักในแบบที่ลูกต้องการจะช่วยให้ลูกสัมผัสความรักนั้นได้มากกว่าการรักลูกเพียงในใจ 
 
 
สร้างทักษะการสื่อสาร 
 
สงบอารมณ์-ฟังลูกพูด 
 
สร้างที่ 2 สร้างทักษะในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพโดยการคิดมากกว่าฟัง และฟังมากกว่าพูด 
 
เวลาพ่อแม่เห็นพฤติกรรมบางอย่างของลูกที่เราไม่ชอบ อย่าเพิ่งรีบตัดสินหรือใช้อารมณ์กับลูก ให้เราคิดก่อนทุกครั้งว่าลูกคงมีเหตุผลบางอย่าง และที่เราไม่ชอบก็เพราะเรามีเหตุผลบางอย่างเช่นกัน การคิดจะช่วยให้เรามีสติ ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น ช่วยให้เรามีความพร้อมที่จะฟังและพูดกับลูกได้ดีขึ้น 
 
เมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้เราฟังลูกพูดก่อน อย่าเพิ่งรีบพูดเสียเอง การฟังเพื่อให้เข้าใจลูก ไม่ใช่เพียงแค่ฟังเรื่องราวที่ลูกเล่าเท่านั้น แต่ต้องฟังลงไปถึงความรู้สึกลึกๆ ของลูกและสะท้อนความรู้สึกของลูกออกมา 
 
การพูดกับลูกวัยรุ่นต้องระวังที่จะไม่เป็นการตำหนิหรือดูถูกลูก อาจเริ่มต้นประโยคด้วยความรู้สึกและความคิดของเราเอง เช่น แม่ไม่สบายใจเลยที่ลูกกลับดึก เพราะแม่ห่วงว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับลูก
 
 
สร้างโอกาสให้ลูกเรียนรู้ตัวเอง 
 
ร่วมคิดวิเคราะห์หาทางออก 
 
สร้างที่ 3 สร้างโอกาสที่ลูกจะได้เรียนรู้การเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง 
 
สร้างบรรยากาศประชาธิปไตยในบ้าน โดยจัดการประชุมในครอบครัวขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกมีโอกาสเสนอความคิดเห็นอย่างเต็มที่ โดยที่พ่อแม่พร้อมจะฟัง 
 
เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ควรร่วมกันวิเคราะห์หาสาเหตุทั้งจากตัวลูกและตัวพ่อแม่ด้วย ช่วยกันเสนอทางเลือกต่างๆ ในการแก้ปัญหา วิเคราะห์ผลดีผลเสียที่อาจตามมาจากทางเลือกนั้นๆ หรือหากเป็นการทำข้อตกลง ควรระบุถึงผลที่จะตามมาอย่างชัดเจนหากลูกไม่ปฏิบัติตาม 
 
ลงมือทำในสิ่งที่ตกลงร่วมกัน และยอมให้ลูกรับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง เพื่อลูกจะได้เรียนรู้อย่างแท้จริง 
 
สำหรับพ่อแม่ที่ดูแลลูกวัยรุ่นนั้น แค่ความรัก...อาจไม่เพียงพอ ยังต้องเชื่อว่าลูกพร้อมที่จะดีด้วย เพราะยากที่วัยรุ่นจะเชื่อว่าตนเป็นคนดีและทำสิ่งดีๆ ได้หากพ่อแม่ยังไม่เชื่อว่าเขาเป็นอย่างนั้น และหากวันนี้ลูกทำสิ่งที่ผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะผิดไปตลอดทั้งชีวิต 
 
สิ่งที่พ่อแม่ต้องมีคือความอดทนและการให้อภัย แม้การดูแลลูกวัยรุ่นจะต้องใช้พลังมากมายที่มีอยู่ในตัวพ่อแม่ ทั้งพลังความรัก พลังความเชื่อมั่น และพลังความหวังที่มีต่อลูก แต่เป็นสิ่งที่น่าชื่นใจและคุ้มค่าที่ลูกเราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต พ.ญ.อังคณากล่าว 
 
สำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ที่ต้องการช่วยลูกพัฒนาบุคลิกภาพ รวมถึงมีกิจกรรมกลางวัน เพื่อทำกิจกรรมบำบัดในรายที่ต้องการปรับพฤติกรรมต่างๆ ดูข้อมูลรายชื่อจิตแพทย์ที่ให้บริการในแต่ละวันได้จาก www.manarom.com สอบถามข้อมูลโทร.0-2725-9595 
 
 
 
 
ที่มา : healthcorners.com