isabye.com

 วันที่ 20 ส.ค 2564 เข้าชม  907 ครั้ง

ชะลอความชราด้วย Stem Cell

 
เซลล์ต้นกำเนิด ช่วยลดริ้วรอยได้จริงหรือ?
 
 สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดทุกชนิดจะมีลักษณะพิเศษที่สำคัญ 3 ประการ

 
1. Stem Cell หรือ เซลล์ต้นกำเนิด   สามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ได้เป็นเวลานาน
2. Stem Cell หรือ เซลล์ต้นกำเนิด   เป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง
3. Stem Cell หรือ เซลล์ต้นกำเนิด   มีความสามารถในการเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะ

 

หลักการทำงานของ สเต็มเซลล์ ก็คือ ในร่างกายมนุษย์จะมีเซลล์ทั้งสิ้น 100 ล้านล้านเซลล์
แบ่งเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ 220 ชนิด โดยจะมีทั้งที่ตายไปและสร้างขึ้นใหม่ตามหลักอนิจจังอยู่เสมอๆ
ซึ่งปกติร่างกายคนเราก็มี "สเต็มเซลล์" หรือ "เซลล์ต้นกำเนิด" อยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดพยาธิสภาพขึ้นก็จะทำให้สเต็มเซลล์ไม่สามารถทำงานได้
เมื่อในร่างกายมนุษย์มี สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดที่พร้อมทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งแต่ยังมีน้อยมาก
จึงจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเหล่านั้นเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์
โดยเอาเซลล์อ่อนที่ถูกคัดเลือกพร้อมทั้งเพิ่มจำนวนแล้วฉีดกลับเข้าไปยังอวัยวะส่วนที่ต้องการรักษา
เพื่อให้เห็นภาพ หมอขอยกตัวอย่างนะคะ เช่น เซลไขกระดูกที่สร้างเม็ดเลือดแดง เกิดเป็นมะเร็งขึ้นมา
เราก็มีการใช้
chemotherapy เพื่อฆ่าเซลไขกระดูกที่เป็นมะเร็ง หลังจากนั้นมีการเอาเซลไขกระดูกดีๆ ที่ไม่เป็นมะเร็ง ใส่เข้าไปแทนไขกระดูกเดิม ถ้าเซลเข้ากันได้กับร่างกาย การรักษาก็จะได้ผล ไม่มีการปฏิเสธเซลใหม่ที่ใส่เข้าไป ก็ช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ เห็นประโยชน์ของ stem cell แล้วใช่ไหมคะ

 
การวิจัยในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบหลักๆ ด้วยกันคือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Embryonic Stem Cell) และ สเต็มเซลล์เต็มวัย (Adult Stem Cell)
 
ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการวิจัย สเต็มเซลล์ ในส่วนเซลล์เต็มวัย (Adult stem cell) อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะส่วนที่ได้จากไขกระดูกและสายสะดือเด็กหลังคลอด ซึ่งสามารถนำมารักษาโรคต่างๆ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เบาหวาน ธาลัสซีเมีย ปัจจุบันได้มีการรักษาไปแล้วประมาณ 1,000 ราย
 

ทางด้านความสวยงามเองก็มีการใช้ stem cell เช่นเดียวกัน โดยใช้หลักการเบื้องต้นใช้ stem cell ของตัวเองไปเพาะเลี้ยงภายนอกให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วนำกลับเข้ามาสู่ร่างกาย แต่วิธีนี้ยังไม่ผ่านการยอมรับจาก อย.ประเทศไทย อาจเคยได้ยินว่ามีผู้ไปใช้บริการเทคนิคนี้ที่ต่างประเทศกันมาบ้างใช่ไหมคะ

นอกเหนือจากการฉีด stem cell ก็มีการค้นพบครั้งสำคัญซึ่งปราศจากการฉีดของ Prof.Alexis Carrel ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและ Dr.Niehans นายแพทย์ชาวสวิตเซอร์แลนด์ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสรรสร้างทฤษฎี ที่เชื่อว่า “เซลล์ต้นกำเนิด หรือ Stem Cells” เมื่อสัมผัสกันเซลล์ผิวของมนุษย์จะสามารถเหนี่ยวนำเซลล์ผิวให้แปรสภาพกลับมาเป็นเซลล์ผิวที่ อ่อนเยาว์ ได้อีกครั้ง ด้วยการถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุธรรมผ่านรหัสพันธุกรรมที่เรียกกว่า DNA

นิยมใช้ทาหรือใช้ร่วมกับเครื่องมือช่วยผลักยาให้เข้าสู่ผิวหนัง ส่วนมากเป็น stem cell ของสัตว์เช่น วัว ลิง ที่น่าสนใจล่าสุดเป็น stem cell จากพืชเช่น แอปเปิ้ล แต่ไม่นิยมใช้ stem cell ของมนุษย์นะคะ เพราะผิดในด้านจริยธรรม และไม่มีความจำเป็นที่เข้ากันได้ดีเหมือนแบบฉีดซึ่งใช้รักษาโรคร้ายแรง ในด้านความสวยงามแบบพอเพียงคงตอบได้ทุกคำถามว่าคุณจะเลือกทาเวชสำอางที่มีส่วนประกอบของ stem cell แบบไหน เพราะ stem cell ไม่ว่าจากแหล่งกำเนิดใด ราคาสูงลิบลิ่ว โดยเฉพาะบางยี่ห้อทำแบบเทคนิคพิเศษ ผ่าน US FDA รับรองด้านความปลอดภัย มีงานวิจัยจากCryogenics Division,LLC DNA Health Institute ประเทศสหรัฐอเมริกา มาการันตรี ก็ลองเลือกตัดสินใจกันดู

อนาคตน่าจะมีข่าวดีในการใช้ stem cell มาช่วยรักษาโรคยากๆได้มากกว่าปัจจุบัน คงต้องรอการวิจัยที่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งไทยและต่างประเทศ นับเป็นอีกหนทางที่ช่วยผู้ป่วยทั่วโลกให้หายจากโรคได้ค่ะ
 


 

เครดิต :บทความจาก พรรณทิพย คลินิก (Puntip Clinic) โดยพญ.พรหมพักตร์ คณาสวัสดิ์